"หัดดูสภาวะไป ดูจิตไม่ได้ ดูร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกไป ร่างกายหายใจ รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกตัว รู้สึกตัวแล้วจะพัฒนาต่อได้ ถ้าลืมตัวเองไม่มีทางพัฒนาเลย ถ้ารู้สึกจิตได้ รู้สึกจิต มันรู้ได้หลายระดับ รู้ง่ายที่สุดเลย จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตเฉยๆ ก็รู้ อันนี้มีแค่ 3 ตัว ถ้ารู้ได้ละเอียดขึ้น ก็เห็นจิตเป็นกุศลก็รู้ เป็นอกุศลก็รู้ จากกายานุปัสสนา เราเคลื่อนไหว รู้สึก เคลื่อนไหวรู้สึกไป เราก็จะเห็นมีเวทนาเกิดขึ้นในกายในใจ เวทนาเกิดขึ้นในกายในใจ เวทนาเกิดขึ้นในกาย ก็จบอยู่แค่นั้น แต่เวทนาในใจเกิดแล้วก็ดับลงไปเหมือนกัน เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ แต่เวลาเวทนาเกิดขึ้น ไม่ว่าเวทนาทางกายหรือทางใจ จิตจะทำงานต่อ มันก็จะปรุงกุศลอกุศลขึ้นมา จากกายานุปัสสนา ขึ้นมาเวทนานุปัสสนา ขึ้นมาจิตตานุปัสสนา เราจะเห็น จิตเดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศล ดูไปเรื่อยๆ ต่อไปเราก็เข้าถึงธัมมานุปัสสนา เรารู้เหตุรู้ผล เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ไม่มี ค่อยๆ ภาวนาจนเรารู้แจ้งเห็นจริง ไม่มีอะไรที่ลึกซึ้งเท่าธรรมะของพระพุทธเจ้า มันละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องละเอียดมาก แปลกไหม เรามีจิตใจ แต่เราไม่เคยรู้จักจิตใจตัวเองเลย เราถึงต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่เลิก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 มิถุนายน 2569